เศรษฐกิจมวลรวมของ อัญมณีกาญจนบุรีและพลอยเมืองกาญจน์

อุตสาหกรรมอัญมณีกาญจนบุรีและเครื่องประดับมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก
ทั้งระดับการจ้างงานและการสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศ มูลค่าการส่งออกของอุตสาห-
กรรมในปี 2545 สูงเกือบ 1 แสนล้านบาทและทำ รายได้จากการส่งออกเป็นอันดับที่ 6 ของมูลค่าการ
ส่งออกรวมทั้งหมด อย่างไรก็ดี คู่แข่งของไทยในตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขีดความ
สามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
ในงานศึกษาวิจัยนี้ ได้วิเคราะห์ไทยโดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอีก 4 ประเทศคือ
จีน ฮ่องกง อินเดียและอิตาลีในด้านต่างๆ ดังนี้
1) สถานการณ์การแข่งขันในตลาดโลกของสินค้าแต่ละประเภท
2) การวิเคราะห์เปรียบเทียบด้านการจัดการปัจจัยการผลิตที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบ
ของอุตสาหกรรมต่างๆ
3) ความสามารถทางการผลิตโดยเปรียบเทียบ
4) ความสามารถทางการค้าและการตลาดโดยเปรียบเทียบ
5) บทบาทขององค์กรภาครับและภาคเอกชน ซึ่งสามารถสรุปได้พอสังเขปดังนี้

สภาวะการณ์แข่งขัน
สาระสำคัญของการนำ เสนอข้อมูลและการวิเคราะห์ระดับเบื้องต้นในส่วนนี้ คือ การให้
ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของการส่งออกของอุตสาหกรรมโดยรวมของไทย โดยจะพิจารณาในราย
ละเอียดของแต่ละรายการสินค้า กล่าวคือ เพชร พลอยเมืองกาญจน์ อัญมณีกาญจนบุรีสังเคราะห์ เครื่องประดับเงิน
เครื่องประดับทอง และเครื่องประดับเทียม และการวิเคราะห์เปรียบเทียบสัดส่วนการค้าของประเทศ
ไทยและประเทศคู่แข่งในตลาดนำ เข้าหลักของโลก และพิจารณาศักยภาพการแข่งขันโดยการพิจารณา
อุตสาหกรรมอัญมณีกาญจนบุรี และ เครื่องประดับมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมากนับตั้งแต่ปี 2544
เป็นต้นมา โดยเฉพาะเครื่องประดับทองสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกในสัดส่วนสูงที่สุดตั้งแต่ปี
2540 เป็นต้นมา และการส่งออกเพชรมีมูลค่าการส่งออกสูงเป็นลำ ดับที่ 2 ส่วนเครื่องประดับเงินนั้น
มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม พลอยเมืองกาญจน์สีมีมูลค่าการส่งออกลดลง ทั้งนี้
สาเหตุหนึ่งมาจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของการส่งออกพลอยเมืองกาญจน์สี โดยนำ ไปฝังทั้งในเครื่องประดับเงินและ
เครื่องประดับทอง จึงทำ ให้เป็นการส่งออกในส่วนของเครื่องประดับแทน และสามารถสรุปพอสังเขป
ในสินค้าแต่ละรายการได้ดังนี้

เพชร: การส่งออกเพชรไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้น มีอินเดียเป็นผู้ส่งออกหลักในทุก
ตลาดหลักของไทย โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งอินเดียมีสัดส่วนการค้าสูงมาก ในขณะ
ที่อิตาลีและจีนมีบทบาทในการค้าเพชรที่ตํ่ามาก เมื่อพิจารณาศักยภาพการส่งออกจากดัชนีความได้

เปรียบโดยเปรียบเทียบแล้ว พบว่า อินเดียมีศักยภาพเหนือกว่าชาติอื่นๆ มากและมีแนวโน้มที่จะแข็ง
แกร่งขึ้นเป็นลำ ดับทั้งในตลาดสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น

พลอยเมืองกาญจน์สี: ไทยเป็นประเทศส่งออกพลอยเมืองกาญจน์สีที่สำคัญในตลาดโลก โดยไทยมีสัดส่วนทางการ
ค้ากับประเทศผู้นำ เข้าที่สำคัญสูงกว่าประเทศคู่แข่งที่พิจารณามาก และเมื่อพิจารณาศักยภาพด้านการ
ส่งออกแล้ว จะเห็นได้ว่า ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นทั้งในตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
จนทิ้งห่างประเทศคู่แข่งไปมากแล้ว

อัญมณีกาญจนบุรีสังเคราะห์: จีนมีสัดส่วนทางการค้าในอัญมณีกาญจนบุรีสังเคราะห์สูงกว่าประเทศคู่แข่ง
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับอินเดียและอิตาลีจนอาจกล่าวได้ว่า ทั้งสองประเทศแทบจะไม่มี
บทบาทในการส่งออกอัญมณีกาญจนบุรีสังเคราะห์เลย และเมื่อพิจารณาแนวโน้มศักยภาพในการ
ส่งออกแล้ว พบว่า จีนมีดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบเพิ่มขึ้นโดยตลอดในตลาดหลักของโลก

เครื่องประดับเงิน: ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินที่สำคัญของโลก ซึ่งมี
อิตาลีเป็นคู่แข่งที่สำคัญในตลาดนำ เข้าหลักทุกตลาด โดยสัดส่วนทางการค้าระหว่างไทยและประเทศ
คู่แข่ง (เช่น อิตาลี) ไม่แตกต่างกันมากนัก นอกจากนั้น จีนก็เป็นคู่แข่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดอีก
ประเทศหนึ่งเช่นกัน จากการพิจารณาดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ พบว่า ไทยมีศักยภาพการ
แข่งขันเหนือกว่าชาติอื่นมาก แต่ความได้เปรียบดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่น ทั้งนี้
อิตาลีเปน็ คูแข่งในตลาดญี่ปุ่นโดยความสามารถการแข่งขันของอิตาลีเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เครื่องประดับทอง: ในสินค้าเครื่องประดับทองนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศอิตาลีมี
ความเป็นเลิศในการผลิตสินค้าประเภทนี้อย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้จากสัดส่วนทางการค้าที่สูงมากใน
ตลาดโลก (ยกเว้นในตลาดจีนที่มีฮ่องกงเป็นคู่ค้าหลัก) ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ศักยภาพการแข่งขัน
ของอิตาลีในตลาดสหรัฐอเมริกาได้ลดลง โดยมีอินเดีย ฮ่องกง และจีนเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม อิตาลีก็ยังคงเป็นประเทศที่คู่แข่งอื่นยากจะพัฒนาให้ทัดเทียมได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
ดังนั้น การแข่งขันจึงเป็นการแข่งขันพัฒนาศักยภาพการส่งออกระหว่างอีก 4 ประเทศที่เหลือคือ ไทย
จีน ฮ่องกง และอินเดียในตลาดสหรัฐอเมริกาและตลาดสหภาพยุโรป และเป็นการแข่งขันระหว่างไทย
และฮ่องกงในตลาดญี่ปุ่น

เครื่องประดับเทียม: จีนเป็นประเทศส่งออกเครื่องประดับเทียมที่สำ คัญในทุกตลาดหลัก
ของโลก โดยมีสัดส่วนทางการค้าสูงกว่าประเทศคู่แข่งที่พิจารณาเป็นอย่างมาก อีกทั้ง มีศักยภาพใน
การแข่งขันเพื่อการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อินเดียก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีแนว
โน้มในศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน แต่มูลค่าการค้าของอินเดียยังตํ่าอยู่
การจัดการทางด้านวัตถุดิบ

การผลิตอัญมณีกาญจนบุรีและเครื่องประดับนั้น มีกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ซับซ้อนและ
ละเอียดอ่อน ตั้งแต่การเป็นวัตถุดิบ จนกระทั่งเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย วัตถุดิบดังกล่าวประกอบไป
ด้วยอัญมณีกาญจนบุรีดิบ อัญมณีกาญจนบุรีสังเคราะห์และโลหะต่างๆ ในส่วนแรกของการวิเคราะห์ได้กล่าวถึงกระบวนการ
ผลิตของอุตสาหกรรมอัญมณีกาญจนบุรีและเครื่องประดับ ทั้งการผลิตและการเพิ่มมูลค่าของอัญมณีกาญจนบุรีและการ

ผลิตเครื่องประดับ แหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของโลกได้มีการวิเคราะห์ในส่วนที่สอง โดยมีการวิเคราะห์
วัตถุดิบตามกลุ่มประเภทดังนี้ ไข่มุก เพชร พลอยเมืองกาญจน์สี อัญมณีกาญจนบุรีสังเคราะห์ โลหะมีค่าต่างๆ (เงิน ทอง และ
แพลทินัม) ทั้งนี้ได้มีการรวบรวมข้อมูลประเทศสำคัญที่เป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศ
สำคัญที่เป็นผู้ค้าวัตถุดิบเหล่านั้น กระบวนการการค้า ลักษณะของตลาด และการกำหนดราคาของ
วัตถุดิบ อีกทั้งมาตรการทางการค้าที่สำคัญในปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง
ส่วนสุดท้าย จะเป็นการวิเคราะห์การพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบ เนื่องจากประเทศส่งออก
อัญมณีกาญจนบุรีและเครื่องประดับนั้น ไม่มีประเทศใดที่เป็นเจ้าของแหล่งวัตถุดิบเอง ดังนั้นจึงมีความจำ เป็น
ต้องพึ่งพาการนำ เข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ การวิเคราะห์ในส่วนสุดท้ายจะตอบคำ ถามสำ คัญ 2
ประการคือ ประเทศที่ป้อนวัตถุดิบหลักในแต่ละตลาดหรือประเทศใด และประเทศไทยกับประเทศคู่
แข่งนั้นพึ่งพาวัตถุดิบจากแหล่งเดียวกันหรือไม่ เพื่อพิจารณาถึงโอกาสความขัดแย้งในการแย่งวัตถุดิบ
และการวิเคราะห์อีกด้านโดยการสร้างดัชนี เพื่อชี้วัดการพึ่งพาวัตถุดิบแต่ละชนิดโดยเปรียบเทียบ
ระหว่างไทยและประเทศคู่แข่ง
ปัจจัยการผลิตด้านวัตถุดิบทั้งไข่มุก เพชร พลอยเมืองกาญจน์สี เงิน ทอง และแพลทินัม มีความ
สำคัญต่ออุตสาหกรรมอัญมณีกาญจนบุรีและเครื่องประดับเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมอัญมณีกาญจนบุรีและเครื่อง
ประดับจะเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ ถ้าหากผู้ประกอบการสามารถจัดหาวัตถุดิบมาป้อนให้กับ
อุตสาหกรรมได้อย่างไม่มีอุปสรรค แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศผู้ส่งออกอัญมณีกาญจนบุรีและเครื่อง
ประดับจะไม่มีวัตถุดิบจากแหล่งทรัพยากรในประเทศครบทุกประเภท ประเทศต่างๆเหล่านี้จึงต้องพึ่ง
พาการนำ เข้าวัตถุดิบที่ขาดแคลนจากต่างประเทศ
การรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ทางด้านปัจจัยการผลิต สามารถสรุปพอสังเขปทาง
ด้านวัตถุดิบที่สำคัญของโลกของแต่ละประเภทได้ดังนี้
ไข่มุก ผู้ผลิตรายสำคัญของโลกคือ ญี่ปุ่น (มุกอาโกยา) ออสเตรเลีย (มุกเซ้าท์ซี) และ
จีน (มุกนํ้าจืดและมุกอาโกยา) ทั้งนี้มีฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการค้ามุกเลี้ยงที่สำคัญของโลก
เพชร ประเทศผู้ค้าเพชรหลักของโลก เช่น อิสราเอล เบลเยี่ยม อินเดีย สหรัฐอเมริกา
และสหราชอาณาจักร ต่างไม่มีแหล่งวัตถุดิบในประเทศ แต่มีบทบาทการค้าเพชรสูงในระดับโลก ทั้งนี้
แหล่งวัตถุดิบจะมาจากทวีปแอฟริกา รัสเซีย แคนาดา และออสเตรเลีย โดยกลุ่มผู้ค้าเพชรหลักคือ
De Beers ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีการแข่งขันจาก Alrosa ของรัสเซีย ซึ่งเดิมป้อนเพชรให้กับ De Beers
รวมทั้งอินเดียที่มีบทบาททางการค้าเพชรโดยผ่านทางเครือข่ายพ่อค้าชาวอินเดียที่ตั้งรกรากอยู่ทั่วโลก
เพิ่มมากขึ้น สำ หรับนโยบายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าเพชรในปัจจุบันคือ Kimberly
Process แม้ว่าจะถูกตีความเป็นมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTM) แต่ก็อาจจะสร้างอุปสรรคทางการค้า
เพชรได้ ถ้ากฎระเบียบดังกล่าวถูกนำ มาใช้อย่างลำ เอียง
พลอยเมืองกาญจน์สี นอกจากไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าพลอยเมืองกาญจน์สีใหญ่ของโลกแล้ว คู่แข่งที่สำคัญใน
การเป็นศูนย์กลางการค้าพลอยเมืองกาญจน์สีได้แก่ อินเดีย และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามไทยมีความชำนาญ
พิเศษในด้านการปรับปรุงคุณภาพพลอยเมืองกาญจน์สีโดยเฉพาะพลอยเมืองกาญจน์เนื้อแข็ง ทำ ให้ไทยมีมูลค่าการส่งออก
พลอยเมืองกาญจน์สีสูงที่สุดในโลก แม้ว่าแหล่งวัตถุดิบของพลอยเมืองกาญจน์สีนั้นอยู่ในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะที่มาดากัสการ์

อุปสรรคของการค้าพลอยเมืองกาญจน์สีคือ กระบวนการปรับปรุงคุณภาพ ที่บางครั้งอาจจะนำ ไปสู่ความขัดแย้งทาง
การค้าได้ เช่น การใช้การอาบรังสีเพื่อเพิ่มคุณภาพพลอยเมืองกาญจน์ หรือการเผาพลอยเมืองกาญจน์วิธีใหม่ๆ ให้เป็นที่ยอมรับ
จากผู้บริโภคในตลาดโลก
อัญมณีกาญจนบุรีสังเคราะห์ จีนเป็นแหล่งผลิตคิวบิคเซอร์โคเนียที่สำ คัญ ขณะที่เพชรสังเคราะห์จะ
ผลิตโดยสวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและสหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านี้เป็นผู้ป้อนอัญมณีกาญจนบุรีสังเคราะห์
แก่ตลาดโลก เพราะมีความชำนาญและความรู้ทางด้านวัสดุศาสตร์ที่ก้าวหน้า
เงิน เม็กซิโก เยอรมนี สหราชอาณาจักร แคนาดา และสหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนการ
ส่งออกโลหะเงินมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดโลก อุปทานของเงินส่วนใหญ่มาจากการทำ เหมือง และมี
การนำ เศษเงินเก่ามาทำ การผลิตใหม่เป็นปริมาณไม่น้อยในแต่ละปี อุปสงค์ของเงินที่มาทำ เป็นเครื่อง
ประดับนั้นมีน้อยกว่าร้อยละ 25 ของอุปสงค์รวมทั้งหมด เพราะเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ในภาคอุตสาห-
กรรมและอุตสาหกรรมถ่ายภาพ ทำ ให้ราคาของเงินไม่ขึ้นกับอุปสงค์ที่มาจากการแปรรูปเป็นเครื่อง
ประดับ

ทองคำ อุปทานมากกว่าร้อยละ 60 ของทั้งหมดมาจากการผลิต โดยปริมาณทองคำ ที่
เหลือมาจากการขายทองคำ ที่เป็นเงินทุนสำ รองของธนาคารกลางในประเทศต่างๆ และการหลอมเศษ
ทองเก่าประมาณครึ่งต่อครึ่ง เหมืองทองคำ ขนาดใหญ่จะอยู่ที่แอฟริกาใต้ แต่ปัจจุบันมีเหมืองอื่นๆ ที่
สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา รัสเซียและจีน การแปรรูปทองคำ มาทำ เป็นเครื่องประดับนั้น มี
สัดส่วนเกินร้อยละ 75 ของอุปสงค์ต่อทองคำ ทั้งหมด เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อน
ไหวของราคาทองคำ แล้วพบว่า เกิดจากการใช้ทองคำ เป็นสินค้ามากกว่าการใช้ทองคำ เป็นเงินทุน
สำ รองระหว่างประเทศ

แพลทินัม ตลาดแพลทินัมมีโครงสร้างการผลิตที่มีลักษณะกระจุกตัวสูงมาก เนื่องจาก
การทำ เหมืองและการผลิตแพลทินัมต้องใช้ต้นทุนสูงมาก โดยมีผู้ส่งออกหลักคือ แอฟริกาใต้ และมีจีน
เป็นประเทศที่บริโภคแพลทินัมสูงที่สุดในโลก แม้ว่าอุปทานจะมีจำ กัด แต่มีอุปสงค์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อ
เนื่องปัจจัยดังกล่าวทำ ให้ราคาแพลทินัมมีความผันผวนสูงมาก
ผลของการวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยอัตราการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบที่คำนวณจากข้อมูล
เฉลี่ย ในช่วงปี พ.ศ. 2542 – 2544
อุตสาหกรรมเพชร ไทยมีการกระจุกตัวของการนำ เข้าวัตถุดิบจาก 4 แหล่งแรกตํ่าที่สุด
เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำ ให้มีการกระจายความเสี่ยงทางด้านการพึ่งพาวัตถุดิบดีกว่าประเทศคู่แข่ง ขณะที่
อินเดียและอิตาลีมีการกระจุกตัวของการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบสูงมาก ทำ ให้มีการกระจายความเสี่ยงทาง
การค้าที่ตํ่า แต่ในทางตรงข้าม หากทั้งสองประเทศดังกล่าวมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับประเทศที่
เป็นเจ้าของแหล่งวัตถุดิบ จึงเป็นพันธมิตรทางการค้าที่เข้มแข็งและลดความเสี่ยงได้ หากพิจารณา
เฉพาะเพชรดิบแล้ว ฮ่องกงมีอัตราการกระจุกตัวตํ่าที่สุด ขณะที่ไทย จีน อินเดีย และอิตาลีมีอัตราการ
กระจุกตัวสูงมาก ซึ่งหมายความว่า ฮ่องกงมีแหล่งนำ เข้าเพชรจากหลากหลายประเทศมากกว่าคู่แข่ง
ส่วนอุตสาหกรรมเพชรที่เจียระไนแล้ว จีนและอิตาลีมีอัตราการกระจุกตัวของการพึ่งพาแหล่งนำ เข้าสูง

มาก รองมาเป็นไทยและฮ่องกง ขณะที่อินเดียมีการกระจายความเสี่ยงในการพึ่งพาแหล่งเพชรที่
เจียระไนแล้วดีที่สุด
อุตสาหกรรมรัตนชาติ มีการแข่งขันสูงมาก ทั้งนี้ประเทศส่งออก 4 รายหลักของโลก มี
สัดส่วนตํ่าเพียงร้อยละ 48 ของมูลค่าการส่งออก เพราะความหลากหลายของรัตนชาติ ในภาพรวม
แล้วไทยมีการกระจายตัวมากที่สุด โดยไม่พึ่งพิงแหล่งวัตถุดิบจากบางกลุ่มประเทศ ทำ ให้มีการ
กระจายความเสี่ยงสูงกว่าคู่แข่ง ทั้งนี้ฮ่องกงมีลักษณะการกระจายตัวคล้ายไทย แต่อัตราการกระจายตัว
ตํ่ากว่า ขณะที่อินเดีย จีน และอิตาลีมีการกระจุกตัวสูงมาก และอิตาลีมีการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบขนาด
ใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากชาติอื่นๆ ที่พิจารณาในการศึกษานี้
อุตสาหกรรมโลหะเงิน ไทยมีการกระจายตัวมากที่สุดโดยเปรียบเทียบ โดยมีการนำ เข้า
จากจีนและฮ่องกง ขณะที่ฮ่องกงมีการนำ เข้าจากจีนสูง อินเดียพึ่งพาสหราชอาณาจักร และอิตาลีนำ เข้า
จากประเทศยุโรปด้วยกันเองคือ เยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ ทำ ให้ทั้ง 3 ประเทศหลังมีอัตราการ
กระจุกตัวที่สูง หมายถึง การพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบไม่กี่ประเทศเท่านั้น
อุตสาหกรรมทองคำ การกระจุกตัวของอินเดียและอิตาลีมีอัตราสูงมาก ขณะที่ไทยมีอัตรา
การกระจุกตัวตํ่าที่สุด แสดงให้เห็นว่า ไทยมีการพึ่งพาการนำ เข้าจากหลากหลายประเทศ
อุตสาหกรรมแพลทินัม ไทยมีอัตราการกระจุกตัวสูงที่สุด ขณะที่อิตาลีมีอัตราการกระจุก
ตัวตํ่ากว่าไทยแต่ไม่มากนัก ขณะที่จีนและอินเดียมีการกระจายตัวที่ดี พึ่งพาแหล่งวัตถุดิบหลากหลาย
มากกว่าประเทศอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ
ดังนั้นสรุปได้ว่า ไทยมีการกระจายตัวการพึ่งพาวัตถุดิบจากหลากหลายแหล่ง ยกเว้นกรณี
ของการนำ เข้าแพลทินัมที่มีอัตราการกระจุกตัวที่สูง ข้อดีของการกระจายตัวการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบคือ
มีการกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยรักษาความสัมพันธ์ที่ดี
และสร้างพันธมิตรที่เข็มแข็งมากขึ้นกับแหล่งวัตถุดิบ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองทางการค้า

การวิเคราะห์เปรียบเทียบทางการผลิต
ผลของการศึกษาที่ผ่านมา ได้มีการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ในส่วนของความได้
เปรียบโดยเปรียบเทียบจากทางด้านการจัดการวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอัญมณีกาญจนบุรีและเครื่องประดับ
ส่วนนี้จะวิเคราะห์ในส่วนของการผลิต โดยในส่วนแรกจะให้ภาพรวมของโครงสร้างการผลิตใน
ประเทศคูแข่งของไทยทั้ง 4 ประเทศและจะทำ การวิเคราะห์เปรียบเทียบศักยภาพการผลิตของแต่ละ
ประเทศ โดยอาศัยกรอบแนวคิดห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) ของ Michael E. Porter และใน
ส่วนสุดท้ายจะทำ การวิเคราะห์ศักยภาพการแข่งขันของแต่ละประเทศในแต่ละผลิตภัณฑ์ โดยอาศัย
ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ Hechscher–Ohlin Theorem ทั้งนี้จะแยกแยะพิจารณา
ถึงผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ 2540 ต่ออุตสาหกรรมอัญมณีกาญจนบุรีและเครื่องประดับของไทย
และประเทศคู่แข่ง

ในแต่ละประเทศนั้นมีความชำนาญในการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมอัญมณีกาญจนบุรีและเครื่อง
ประดับที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมในอดีต โครงสร้างของอุตสาห
กรรม อุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น อินเดีย มีอุตสาหกรรมการเจียระไนเพชร และอุตสาหกรรมเครื่อง
ประดับทองที่โดดเด่น เพราะมีการผลิตมานาน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเจียระไนพลอยเมืองกาญจน์สีอีกด้วย
อุตสาหกรรมสนับสนุนของอินเดียและการสนับสนุนโดยรัฐผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษช่วยผลักดันอินเดีย
อย่างมาก ขณะที่อิตาลีมีการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรม (Cluster) มายาวนาน และมีการออกแบบ
และการผลิตเครื่องจักรที่ทันสมัย ทำ ให้อุตสาหกรรมเครื่องประดับทองรุดหน้ากว่าชาติอื่นๆ และยังมี
อุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น การบริการจัดหาโลหะมีค่าโดยธนาคารโลหะ เป็นต้น ส่วนจีนและฮ่องกงมี
การผลิตแบบผสมผสานที่ใช้จุดเด่นของแต่ละประเทศในการผลิต ฮ่องกงเป็นฐานการวางแผนและ
ออกแบบ ขณะที่ร่วมทุนกับจีนเป็นฐานการผลิต นอกจากนี้จีนยังเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนการ
ผลิต เช่น การผลิตเครื่องจักรที่คุณภาพไม่ด้อยกว่าของยุโรปโดยมีราคาถูกกว่า
การเปรียบเทียบศักยภาพของการผลิตในแต่ละประเทศตามหลักของห่วงโซ่แห่งคุณค่า
(Value Chain) สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ ประเทศผู้ผลิตไม่มีทรัพยากรวัตถุดิบเองต้อง
พึ่งพาการนำ เข้า เว้นแต่จีนที่มีอาณาเขตประเทศกว้างขวางและมีแหล่งวัตถุดิบยังไม่สำรวจอีกจำนวน
มาก ในระยะสั้นการขาดแคลนวัตถุดิบ เช่นพลอยเมืองกาญจน์ ยังไม่น่าจะเป็นปัญหาของไทย หากไทยยังรักษา
ศักยภาพในการปรับปรุงคุณภาพพลอยเมืองกาญจน์ได้ดีอยู่ ทางด้านกระบวนการผลิต อิตาลีจะนำ หน้าชาติอื่นๆ
มากที่สุด ทั้งทางด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีการออกแบบและผลิต ตามด้วยฮ่องกง ซึ่งพร้อมจะถ่าย
ทอดเทคโนโลยีให้จีนในการผลิต การหาสินค้าเฉพาะทางที่มีมูลค่าเพิ่มสูงของไทยต้องทำ อย่างรีบด่วน
การจัดการทางตลาดนั้น หากพิจารณาจากการเข้าสู่ตลาดโลก โดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า พบว่า
การตลาดเชิงรุกของไทยด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งทั้งสี่ และไทยยังขาดสินค้าแบรนด์
เนมอีกมาก ในขณะที่คู่แข่งเริ่มมีแบรนด์หลากหลายในตลาดโลก เว้นแต่จีน และอินเดีย ซึ่งเริ่ม
พัฒนาการสร้างแบรนด์แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น

โดยการอาศัยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ Hechscher-Ohlin
Theorem มาประยุกต์ใช้เพื่อพิจารณาถึงโครงสร้างการส่งออกก่อนและหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ
โดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง แม้ว่าไทยจะไม่มีปัญหาการจัดหาทรัพยากรวัตถุดิบ ความสามารถ
ทางการแข่งขันของไทยโดยรวมลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (ข้อมูลถึงปี 2543) ขณะที่อินเดียมีการ
พัฒนาความสามารถในการแข่งขันทั้งเครื่องประดับทอง และพลอยเมืองกาญจน์เนื้อแข็ง อิตาลีได้รับผลกระทบจาก
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจตํ่ามาก เพราะอยู่ห่างไกลเอเชีย ฮ่องกงมีการปรับตัวดีขึ้นโดยอาศัยจีนเป็น
ฐานการผลิต เครื่องประดับเงินแม้ไทยจะมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่ความสามารถดังกล่าว
ถดถอยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (ยกเว้นจีนที่คงตัว)

การค้าและการตลาด
การตลาดเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่อุตสาหกรรม เพราะผลตอบแทน
ของธุรกรรมจะมาจากการตั้งราคาผ่านระบบของการทำ การตลาด การวิเคราะห์ด้านการตลาดจะกล่าว
ถึงสถานการณ์การแข่งขันของไทยและคู่แข่งในประเทศต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการรุก
ตลาดของแต่ละประเทศผู้ส่งออก ผลการทำ การสัมภาษณ์ผู้ซื้อทางด้านทัศนคติต่อสินค้าไทย โดย

เปรียบเทียบกับคู่แข่ง แต่ประเมินกลยุทธ์การเจาะตลาดของประเทศคู่แข่งของไทย โดยการเก็บข้อมูล
จากการสำรวจในงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair
ถ้าพิจารณาทัศนคติของผู้ซื้อต่อสินค้าจากแต่ละประเทศนั้นพบว่าสอดคล้องกับข้อมูลการนำเข้าของแต่ละประเทศ ผู้ซื้อให้ความชื่นชอบเพชรจากอินเดีย พลอยเมืองกาญจน์สีจากทั้งไทยและอินเดีย ขณะที่
เครื่องประดับเงินต้องมาจากไทย แต่เครื่องประดับทองต้องมาจากฮ่องกงและอิตาลี
ขณะที่คุณลักษณะของสินค้าเมื่อนำ มาพิจารณาจากผลของการสำรวจพบว่า ผู้ซื้อพอใจใน
สินค้าจากอิตาลีมาก ทางด้านคุณภาพ การออกแบบ ตราสินค้า และภาพลักษณ์ของประเทศ เพียงแต่
ราคาแพงจนเกินไป จากการประเมินผลของการสัมภาษณ์ยังพบว่า ไทยและฮ่องกงมีระดับการออก
แบบและระดับราคาที่ไม่ต่างกัน แต่สินค้าจากฮ่องกง ผู้ซื้อมีความเห็นว่า คุณภาพสูงกว่าของไทย อีก
ทั้ง มีตราสินค้าอีกด้วย ขณะที่อินเดียและจีนมีความโดดเด่นทางด้านสินค้าราคาถูก แต่ขณะเดียวกัน
คุณภาพยังตํ่ากว่าไทยอยู่
ในการเจาะตลาดนั้นพบว่า อินเดียเน้นกลยุทธ์ต้นทุนตํ่าที่ขายสินค้าแก่ตลาดโดยรวม
และเฉพาะกลุ่ม และมีการใช้การตลาดเชิงรุกในระดับนานาชาติ ขณะที่จีนมีลักษณะคล้ายอินเดียคือ ใช้
กลยุทธ์ราคาตํ่าและเจาะตลาดกว้าง ฮ่องกงเดิมเน้นราคาตํ่า แต่เริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นการสร้างตรา
สินค้าและวางกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกมากขึ้น อิตาลีเป็นชาติเดียวที่ใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง
เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มทั้งตัวสินค้าและประเภทลูกค้า โดยเน้นสินค้าระดับบนเป็นหลัก

บทบาทขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชน
ความสำเร็จของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในแต่ละประเทศนั้นขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยหลายประการ หากพิจารณาบทบาทของภาครัฐและภาคเอกชนจะพบว่า ในประเทศที่อุตสาห
กรรมมีความก้าวหน้าเช่น อิตาลีและฮ่องกง ภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรม ผู้ผลิตของ
อิตาลีเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่เริ่มกิจการมาจากการเป็นผู้ออกแบบและยกระดับเป็นเจ้าของ
กิจการ ผู้ผลิตของอิตาลีจะมีประวัติยาวนาน ทั้งนี้ บทบาทของรัฐบาลที่จะช่วยเหลืออาจไม่เด่นชัดนัก
แต่ความสำ เร็จของผู้ประกอบการอิตาลีเกิดจากการสร้างเครือข่าย (Cluster) ตามเมืองต่างๆ ที่เป็น
ศูนย์กลางการผลิต อีกทั้งความสำ เร็จจากการร่วมกันจัดงานแสดงสินค้าระดับโลก บทบาทของภาครัฐ
เองได้มีบ้างในการผลักดันการหาตลาดใหม่ และการขยายตลาดในต่างประเทศเพื่อช่วยธุรกิจขนาด
เล็ก ฮ่องกงมีประสบการณ์คล้ายคลึงกับอิตาลี เพราะวางรากฐานมาจากธุรกิจขนาดเล็ก แต่อาศัยระบบ
การค้าแบบเสรีมายาวนานทำ ให้ภาคเอกชนแข็งแกร่ง เมื่อประสบปัญหาทางด้านต้นทุนการผลิตก็
สามารถโยกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศต่างๆ ได้ แต่ยังรักษาการสร้างมูลค่าเพิ่มอยู่ ในฮ่องกงบท
บาทภาครัฐมีไม่มากนักแต่องค์กรสมาคมภาคเอกชนจะเข้มแข็งทั้งทางด้านการค้าและการพัฒนาการ
ศึกษาเพื่ออุตสาหกรรม
ไทยและอินเดียมีลักษณะการพัฒนาอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่คล้ายคลึงกันคือ มีบทบาท
ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเป็นแรงสำคัญ และประสานความร่วมมือในการผลักดันการผลิตและการ
ค้า อินเดียมีหน่วยงานที่เป็นตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์คือ GJEPC ในการดูแลให้อุตสาหกรรมมี

การพัฒนาอย่างราบรื่นทั้งการผลิตภายในประเทศ การส่งออก และการร่วมมือกับต่างชาติในการส่ง
เสริมและสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าจากอินเดียในงานแสดงสินค้าหลักๆ ทั่วโลก และมีการจัดตั้งเขต
เศรษฐกิจพิเศษเพื่อสนับสนุนการส่งออก อีกทั้ง กระทรวงการคลังมีการจัดโครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการ
ผลิตและส่งออก และยังมีธนาคารกลางให้การสนับสนุนผ่านธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารกลางถือหุ้น
ใหญ่ในการให้สินเชื่อการเงินและสินเชื่อทองคำ แก่ผู้ประกอบการ นอกเหนือไปจากนั้น ผู้ประกอบการ
อินเดียมีความแข็งแกร่งในการสร้างเครือข่ายระดับโลก ทำ ให้การค้าเพชรของโลกตกอยู่ในมือคน
อินเดียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีอิทธิพลมากกว่าอิสราเอลและเบลเยี่ยม อุตสาหกรรมอัญมณีและ
เครื่องประดับของไทยแม้ว่าจะมีความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
ภาครัฐมีการวางเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม และให้การสนับสนุนภาคเอกชนเพื่อการ
ส่งออก อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนดังกล่าวยังขาดแบบแผนกลยุทธ์ทางด้านการตลาดที่ชัดเจนดังเช่น
อินเดีย

จีนตั้งแต่เริ่มเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลกได้มีการเปิดเสรีในตลาดอัญมณีและเครื่อง
ประดับหลายรูปแบบเช่น ตลาดกลางค้าเพชรที่เซี่ยงไฮ้ และตลาดกลางค้าทองที่เซี่ยงไฮ้เพื่ออำ นวย
ความสะดวกทางด้านวัตถุดิบของอุตสาหกรรม บทบาทของภาครัฐยังเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากโดย
เฉพาะการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคโดย NGTC มามีบทบาทในการตรวจสอบคุณภาพสินค้า อีก
ทั้งมีกฎระเบียบคุ้มครองผู้บริโภคในการซื้อ แลกเปลี่ยน และซ่อมแซมสินค้า จีนนั้นมีเขตเศรษฐกิจ
พิเศษที่สามารถผลิตและส่งออกไปยังต่างประเทศซึ่งมีการร่วมทุนกับหลากหลายประเทศและพร้อมที่
จะรุกตลาดโลกในอนาคต

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์
จากการศึกษาในงานวิจัยนี้ ผลของการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่าประเทศหนึ่งๆ จะมีสินค้าใน
อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่แข็งแกร่ง และมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกในบางราย
การเท่านั้น อีกทั้งการเข้าสู่ตลาดอาจจะยังไม่ทั่วถึงในทุกตลาดหลักทั้งโลก ในการวางยุทธศาสตร์ของ
อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ความสำเร็จของ
ประเทศคูแข่งอื่นๆ จากบทเรียนดังกล่าว ไทยมีความจำ เป็นต้องหาสินค้าเฉพาะทางและรักษาความ
แข็งแกร่งนี้ไว้มิให้ถูกช่วงชิงโดยคู่แข่ง และหาทางออกในกรณีที่คู่แข่งมีความสามารถในการแข่งขัน
สูงขึ้น ทั้งนี้ควรมีการวางกลยุทธ์ดังนี้

1. กลยุทธ์ในการรักษาทั้งตลาดและสินค้าที่ไทยมีศักยภาพสูง
อุตสาหกรรมอัญมณีของไทยมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการปรับปรุงคุณภาพพลอยเมืองกาญจน์สีและ
การเจียระไน การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนให้เกิดความชัดเจนในการหาแหล่งวัตถุดิบและการ
พัฒนาการเพิ่มคุณภาพพลอยเมืองกาญจน์อย่างมีระบบและหลักการทางวิทยาศาสตร์ และการปกป้องความรู้ใน
การเพิ่มคุณภาพพลอยเมืองกาญจน์ให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญ ทั้งนี้รวมถึงการสร้างความมั่นใจให้แก่
ผู้บริโภคในการซื้อพลอยเมืองกาญจน์สีจากไทย นอกจากนี้อุตสาหกรรมเครื่องประดับเงินเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมี

ศักยภาพสูงในลำ ดับต้นของโลก โอกาสของอุตสาหกรรมเครื่องประดับเงินคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้
กับอุตสาหกรรมพลอยเมืองกาญจน์สี ดังนั้นความเชื่อมโยงของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ระหว่างทั้งสอง
อุตสาหกรรมต้องมีการวางแผนร่วมกัน
รวมทั้งนำ ผลจากการจัดทำ มาตรฐานคุณภาพพลอยเมืองกาญจน์สีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่าง
เป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติได้ทำ การ
วิจัยเรื่องการจัดทำ มาตรฐานคุณภาพพลอยเมืองกาญจน์สี (Color Grading System) ซึ่งได้แก่ ทับทิม ไพลิน และ
แฟนซีแซปไฟร์ ขึ้นเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการกำหนดราคากลางและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะได้เร่งผลักดันให้การจัดทำ มาตรฐานดังกล่าวเป็นที่ยอมรับให้เป็นมาตร-
ฐานสากลในการซื้อขายพลอยเมืองกาญจน์สีทั่วโลก ซึ่งการดำ เนินงานดังกล่าวจะเป็นการสร้างข้อได้เปรียบทางการ
ค้าให้แก่อุตสาหกรรมอัญมณีของไทยซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการเจียระไนพลอยเมืองกาญจน์สีเป็นจุดแข็งอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ควรสร้างการรับรู้ในคุณค่าของพลอยเมืองกาญจน์สีและจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำ หน่าย
อย่างต่อเนื่อง พลอยเมืองกาญจน์สีของไทยได้รับการยอมรับในเรื่องสีสัน ความสวยงาม และเหลี่ยมมุมการ
เจียระไน อุตสาหกรรมอัญมณีของไทยจึงน่าจะอาศัยจุดแข็งดังกล่าวแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อ
ลดความเสี่ยงจากภาวะคุกคามต่างๆ ในตลาดเดิม โดยการสร้างการรับรู้ในคุณค่าของพลอยเมืองกาญจน์สี
ประชาสัมพันธ์ข้อมูลและ/หรือความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพลอยเมืองกาญจน์สีโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลอยเมืองกาญจน์เนื้อแข็ง รวม
ถึงอาจจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำ หน่ายใดๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคพลอยเมืองกาญจน์สีขึ้นในตลาด
ใหม่นั้นๆ ซึ่งผลสำเร็จที่เห็นเป็นรูปธรรมและสามารถนำ มายกเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีก็คือ
โครงการส่งเสริมการจำ หน่ายและกระตุ้นการบริโภคทับทิมในประเทศญี่ปุ่น (Ruby Year 2002)

2. กลยุทธ์ทางการประชาสัมพันธ์ระดับนานาชาติ
หากพิจารณาทางด้านการตลาดแล้วคู่แข่งของไทย 3 ประเทศคือ อินเดีย ฮ่องกงและ
อิตาลี มีการทำ การตลาดเชิงรุกอย่างชัดเจน พิจารณาได้จากการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน
ในการรุกตลาดต่างประเทศของอินเดีย ที่มีการสนับสนุนทางการเงินอย่างมหาศาล การเข้าร่วมแสดง
สินค้าของฮ่องกงและอิตาลี ทำ ให้ทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญในงานแสดงสินค้านานาชาติ ขณะที่
จีนแม้ว่ายังไม่มีการรุกตลาดต่างประเทศ แต่จีนมีการประชาสัมพันธ์เพื่อการตลาดภายในประเทศที่
ชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วยการรักษามาตรฐานสินค้า จุดเด่น
ด้านต่างๆ ของประเทศคู่แข่งของไทยเป็นบทเรียนที่ดีที่ควรนำ มาประยุกต์ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรม
อีกทั้งไทยต้องพัฒนาการตลาดเป็นการตลาดเชิงรุกมากขึ้น เพื่อรักษาสัดส่วนทางการตลาดให้ได้ และ
หาแนวทางสู่ตลาดการค้าใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง ซึ่งอ่องกงมีความสำ เร็จเป็นอย่างสูงในการหา
ตลาดใหม่
รวมทั้งควรส่งเสริมการสร้างตราสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในบรรดาคู่แข่งของ
ไทย ปัจจุบันอิตาลีเป็นประเทศที่มีตราสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับซึ่งได้รับการยอมรับในระดับ
สากลมากที่สุด ส่วนแบรนด์เนมของฮ่องกงจำนวนหนึ่งก็สามารถบุกตลาดจีนได้สำเร็จ ในขณะที่
แบรนด์เนมของจีนเองกลับยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในประเทศไม่มากนักอีกทั้งยังไม่มี
ศักยภาพในการขยายออกสู่ระดับสากล แต่คู่แข่งอย่างอินเดียถือได้ว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจกล่าว
คือ ปัจจุบันอินเดียได้ร่วมมือกับ เดอ เบียร์ส สร้างตราสินค้าเครื่องประดับเพชรขึ้น อาทิเช่น
NAKSHATRA, ASMI และ ARISIA อินเดียสามารถสร้างการรับรู้แบรนด์เนมดังกล่าวใน
หมูผู่บริโภคชาวอินเดีย กระตุ้นให้เกิดการบริโภคเครื่องประดับเพชรเพิ่มขึ้นภายในประเทศได้เป็นผล
สำเร็จ และกำ ลังจะนำ แบรนด์เนมดังกล่าวเข้าสู่ตลาดนานาชาติโดยการสร้างการรับรู้ในหมู่ผู้ซื้อชาวต่าง
ชาติโดยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ตลอดจนการจัดสัมมนาขึ้นในงานแสดงสินค้าอัญมณีและ
เครื่องประดับนานาชาติ (India International Jewellery Show)
อีกทั้งควรยกระดับภาพลักษณ์สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในฐานะสินค้าแฟชั่นที่
มีความทันสมัยและเป็นสากล โดยใช้ประโยชน์จากโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ที่มีวัตถุประสงค์จะ
ผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของภูมิภาคและของโลกในที่สุด ทั้งนี้ปัจจุบันสินค้า
อัญมณีและเครื่องประดับไทยมีรูปแบบ คุณภาพ และการดีไซน์ที่เหนือกว่าคู่แข่งคือ จีน และ อินเดีย
ขณะที่อิตาลีแม้จะมีดีไซน์ที่เหนือกว่าไทยมาก แต่ในด้านคุณภาพแล้วก็ไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก
อย่างไรก็ตาม สินค้าเครื่องประดับที่ได้รับการติดฉลากว่าเป็นแบรนด์เนมอิตาลีหรือผลิตโดยผู้ผลิตชาว
อิตาลีกลับได้รับการยอมรับและสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าสินค้าจากประเทศอื่นๆ ส่วนหนึ่งต้องยอม
รับว่ามาจากความรู้สึก (Perception) และความเชื่อ (Belief) ของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้านั้น ดังนั้นหาก
สามารถยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้เป็นผลสำเร็จ ก็จะช่วยให้
อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยก้าวลํ้าหน้าจีนและอินเดียไปได้อีกก้าวหนึ่ง

3. กลยุทธ์ในการยกระดับสินค้าไทยในตลาดโลก
ควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้ผลิตและผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยตระหนักถึง
ความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยในหมู่ผู้บริโภค
นานาชาติ โดยการผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพมาตรฐานสากลหรือตรงตามข้อกำหนดของประเทศผู้นำ เข้า
นอกจากนี้ การออกใบรับรองคุณภาพสินค้า รวมถึงการสลักเครื่องหมายรับประกัน
คุณภาพสินค้าก็เป็นอีกทางหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของ
ไทย ซึ่งในปัจจุบันประเทศคู่แข่งอย่างจีนและอินเดียได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพสินค้า
และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นตามลำ ดับ ทั้งสองประเทศได้เริ่มต้นสร้างความเชื่อ
มั่นในสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับขึ้นในหมู่ผู้บริโภคภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติก่อน
ในลักษณะของการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศและป้องกันปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว
ต่างชาติ โดยปัจจุบันจีนนิยมจำ หน่ายเพชรและเครื่องประดับเพชรที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับใบ
รับรองคุณภาพจากห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีจากทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งยังมีหน่วยงาน
ตรวจสอบคุณภาพสินค้าตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ขณะที่อินเดียก็มี Indian Diamond Institute
ทำ หน้าที่ตรวจสอบและรับรองคุณภาพเพชร และได้ร่วมมือกับสมาพันธ์ผู้ผลิตทองคำ แห่งโลก (World
Gold Council) จัดตั้ง Bureau of Indian Standards ขึ้นทำ หน้าที่ตรวจสอบและรับประกันค่าความ
บริสุทธิ์ของเครื่องประดับทองคำ ที่จำ หน่ายภายในประเทศ ซึ่งการกระทำ ดังกล่าวข้างต้นยังถือเป็นการ

ปกป้องการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สินค้าอัญมณีและเครื่อง
ประดับของทั้งสองประเทศในระดับนานาชาติ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่สินค้า
อัญมณีและเครื่องประดับไทยอีกด้วย
การสลักเครื่องหมายรับประกันคุณภาพและค่าความบริสุทธิ์ของเครื่องประดับ
ทองคำ เงิน และแพลทินัม เป็นสิ่งสำคัญซึ่งผู้ผลิตและผู้ค้าที่ส่งเครื่องประดับแท้เข้าไปจำ หน่ายใน
ตลาดยุโรปควรต้องปฎิบัติตาม เนื่องจากแม้ว่าปัจจุบันสินค้าเครื่องประดับเงินของไทยจะมีศักยภาพ
และส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดในตลาดยุโรป แต่เครื่องประดับทองคำ ซึ่งมีมูลค่าการค้าสูงกว่านั้น
ประเทศไทยยังเป็นรองอิตาลีอยู่มาก ขณะเดียวกันคู่แข่งอย่างจีนและอินเดียก็กำ ลังเร่งพัฒนาศักยภาพ
ทางการแข่งขันขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศจีนและอินเดียกำ ลังอยู่ในระหว่างดำ เนินการขอ
เข้าเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่มข้อตกลงเวียนนา (Vienna Convention) ซึ่งหากจีนและอินเดีย
ประสบความสำ เร็จในการเข้าเป็นสมาชิก ก็จะทำ ให้สามารถบุกเข้าสู่ตลาดยุโรปได้ง่ายขึ้น ส่วนแบ่งการ
ตลาดของไทยที่มีอยู่ไม่มากนักก็จะยิ่งลดลงจากอัญมณีเมืองกาญจน์

4. กลยุทธ์การสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมสนับสนุนและเกี่ยวโยง
ประเทศคู่แข่งของไทยที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลก มีอุตสาหกรรมสนับสนุนและ
เกี่ยวโยงที่เข้มแข็งทั้งสิ้น ขณะที่อิตาลีมีอุตสาหกรรมเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการออก
แบบและผลิต อินเดียและจีนมีการพัฒนาในอุตสาหกรรมเครื่องจักรเช่นเดียวกัน การพึ่งพาเครื่องจักร
จากต่างประเทศของไทยจึงจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับใน
ระยะสั้น การพึ่งพาดังกล่าวอาจจะหลีกเลี่ยงลำ บาก แต่ในระยะยาวแล้วไทยมีความจำ เป็นต้องพัฒนา
และยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการผลิตสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ
นอกจากนั้นต้องสร้างความเป็นปึกแผ่นในการร่วมพัฒนาการผลิตและการตลาดกับสินค้าแฟชั่นอื่นๆ
เช่น เสื้อผ้าและเครื่องหนัง และพลอยกาญจนบุรี

อีกทั้งต้องเร่งพัฒนาคุณภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรมฯ ให้มีศักยภาพสูงขึ้น เนื่อง
จากปัจจุบันแรงงานฝีมือในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยทั้งที่เป็นผู้เจียระไนอัญมณีและ
ผลิตเครื่องประดับมักเป็นผู้ที่มีความรู้จากประสบการณ์การปฏิบัติจริง แต่มักขาดความรู้พื้นฐานทาง
ด้านอัญมณีศาสตร์ ขณะที่บุคลากรด้านการตลาด การบริหารจัดการก็มักเป็นผู้มีทักษะความรู้ในด้าน
การค้า แต่มักขาดความรู้พื้นฐานด้านการผลิต ด้านอัญมณีศาสตร์ เป็นต้น ดังนั้นการสร้างฐานความรู้
และ/หรือการต่อยอดความรู้ในด้านอัญมณีศาสตร์ เทคโนโลยีการผลิต การออกแบบ และการตลาด
ให้แก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมฯ ได้มีความรู้พื้นฐานแบบครบวงจรจึงเป็นสิ่งสำ คัญ ทั้งนี้หน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องควรเร่งประชาสัมพันธ์ให้ภาคอุตสาหกรรมฯ ของไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำ คัญ
ของการพัฒนาคุณภาพบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกันหน่วยงานที่รับ
ผิดชอบด้านการฝึกอบรมก็จะต้องประสานงานกันจัดทำ หลักสูตรการเรียนการสอนมิให้ซํ้าซ้อนกันและ
เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม

5. กลยุทธ์ในการพัฒนาสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสกับสินค้าที่ไทย
มีศักยภาพ
อุตสาหกรรมการเจียระไนเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีความแข็งแกร่ง ดังนั้นจึงต้องสร้าง
โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมการเจียระไน ทั้งนี้อินเดียมีความเชี่ยวชาญในการ
เจียระไนเพชรขนาดเล็กและยังไม่มีการเจียระไนเพชรขนาดกลางและใหญ่ที่เข้มแข็งนัก ทำ ให้เป็น
โอกาสของไทยก่อนที่จะเสียให้กับอินเดียในการยกระดับอุตสาหกรรมการเจียระไนเพชรเป็นเพชร
ขนาดกลางและใหญ่ โอกาสดังกล่าวนี้จะสำเร็จต่อเมื่อไทยมีพันธมิตรที่ดีกับแหล่งวัตถุดิบเพชร โดย
ต้องมีการประสานงานร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างพันธมิตรกับแหล่งวัตถุดิบ ซึ่งอาจ
จะต้องอยู่ในรูปแบบของการร่วมลงทุน เป็นต้น

6. กลยุทธ์เพื่อการอำ นวยความสะดวกทางการค้า
จัดตั้งศูนย์การผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอย่างครบวงจร (Gem and
Jewelry Manufacturing and Trading Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายวัตถุดิบ สินค้าสำ เร็จรูป
ศูนย์รวมสิ่งอำ นวยความสะดวกอาทิเช่น ห้องค้า สำ นักงานศุลกากร ห้องปฏิบัติการตรวจสอบและสลัก
เครื่องหมายรับรองคุณภาพอัญมณีและเครื่องประดับ สถาบันฝึกอบรม ฯลฯ โดยดำ เนินงานให้มี
ลักษณะเป็นการค้าแบบครบวงจรหรือ One-Stop Shopping Center เหมือนกับตลาดกลางค้าเพชรที่
รามัท กาน ของอิสราเอล และแอนต์เวิร์ป ของเบลเยี่ยม จัดหาสิ่งอำ นวยความสะดวกอย่างพร้อม
สรรพใหแก่ผู่ซื้อและผู้ขายทั้งในและนอกประเทศ เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานภายในศูนย์ฯ จะต้องทำ งาน
ด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส ตลอดจนกำหนดให้มีสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีสำ หรับการค้าภายใน
ศูนย์ฯ เหล่านี้จะช่วยดึงดูดให้ชาวต่างชาตินำ เข้าวัตถุดิบมาจำ หน่ายภายในศูนย์ฯ มากขึ้น ช่วยลด
ต้นทุนด้านการจัดหาวัตถุดิบลงไปได้ ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะหาทางใช้ประโยชน์จากโครงการ
ที่มีอยู่เดิมให้มากที่สุดอย่างเช่น โครงการอัญธานี (Gemopolis) ซึ่งมีที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้กับสนามบิน
สุวรรณภูมิ (หนองงูเห่า) เป็นต้น

พลอยเมืองกาญจน์
อัญมณีกาญจนบุรี